รวมสมุนไพรไทยที่ควรปลูกไว้ในสวนหลังบ้าน แต่ละชนิดปลูกไม่ยาก ใช้ประกอบอาหารได้จริง และยังมีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เริ่มจากพื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถสร้างสวนสมุนไพรใกล้ครัวที่ทั้งสด สะดวก และคุ้มค่าได้
สวนหลังบ้านไม่จำเป็นต้องกว้างหรือจัดอย่างสวยงามเหมือนในนิตยสาร เพียงมีพื้นที่ว่างเล็กน้อย กระถางไม่กี่ใบ และแสงแดดที่พอเหมาะ เราก็สามารถสร้างมุมสมุนไพรประจำบ้านได้แล้ว ข้อดีของการปลูกสมุนไพรไว้ใช้เองคือเก็บมาปรุงอาหารได้ทันที มั่นใจในความสด และช่วยลดการซื้อวัตถุดิบที่มักใช้ไม่หมดจนต้องทิ้ง
สมุนไพรหลายชนิดยังเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ควรนำมาใช้แทนยา หรือรักษาอาการเจ็บป่วยรุนแรงโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
กะเพรา สมุนไพรพื้นฐานที่ทุกบ้านใช้บ่อย
เริ่มที่กะเพรากันก่อนเลย เป็นต้นแรกที่ควรมีติดสวน เพราะนำไปทำอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่ผัดกะเพรา แกงป่า ผัดเผ็ด ไปจนถึงใส่ในอาหารประเภทต้มเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม กะเพรามีทั้งพันธุ์ใบเขียวและกะเพราแดง โดยชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Ocimum tenuiflorum L.
นอกจากการนำมาประกอบอาหารแล้ว กะเพรายังถูกใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมเพื่อช่วยขับลมและบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ กรมวิทยาศาสตร์บริการจึงจัดให้กะเพราแดงเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรประจำบ้านที่น่าสนใจ กะเพราสามารถปลูกจากเมล็ดในแปลงหรือกระถางได้ และควรเด็ดดอกออกเป็นระยะเพื่อให้ต้นแตกยอดและมีใบเก็บรับประทานได้นานขึ้น
ตะไคร้ ต้นเดียวใช้ได้ตั้งแต่โคนถึงใบ
ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่เหมาะกับสวนหลังบ้านมาก เพราะปลูกเป็นกอ ดูแลไม่ยุ่งยาก และใช้ประกอบอาหารไทยได้แทบทุกส่วน โคนตะไคร้นำไปใส่ต้มยำ แกง และน้ำพริก ส่วนใบสามารถนำไปต้มเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมได้
ตะไคร้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus และมีสารให้กลิ่นสำคัญ เช่น citral ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ตะไคร้สำหรับประกอบอาหารไม่ใช่ชนิดเดียวกับตะไคร้หอมที่นิยมปลูกเพื่อใช้กลิ่นไล่แมลง จึงควรตรวจสอบต้นพันธุ์ก่อนนำมาปลูก
ขิง มีไว้แล้วได้ใช้ตลอดปี
ขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มทั้งกลิ่นและรสเผ็ดร้อนให้กับอาหาร สามารถนำเหง้าอ่อนไปทำขิงดอง ใส่ผัดขิง หรือนำขิงแก่มาต้มเป็นเครื่องดื่มและใช้ปรุงอาหารได้ ขิงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe และมีสารสำคัญในกลุ่ม gingerol และ shogaol
การปลูกขิงควรเลือกบริเวณที่ดินไม่แฉะและมีการระบายน้ำดี เพราะส่วนที่นำมาใช้คือเหง้าซึ่งเติบโตอยู่ใต้ดิน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วสามารถแบ่งเหง้าบางส่วนไว้เป็นพันธุ์สำหรับปลูกรอบต่อไปได้ การใช้ขิงในอาหารตามปกติถือเป็นวิธีที่เรียบง่ายและปลอดภัยกว่าการรับประทานสารสกัดเข้มข้นโดยไม่ทราบปริมาณ
ขมิ้นชัน สีสวยและเป็นเครื่องเทศคู่ครัวไทย
ขมิ้นชันเป็นพืชในวงศ์เดียวกับขิง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. เหง้ามีสีเหลืองส้มและมีกลิ่นเฉพาะตัว นิยมใช้ปรุงแกงเหลือง แกงใต้ ไก่ทอด และอาหารหมักต่าง ๆ นอกจากช่วยเพิ่มสีสันแล้ว ยังช่วยลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ดี
ตามภูมิปัญญาสาธารณสุขมูลฐาน ขมิ้นชันถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาต่อเนื่องไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันเข้มข้นมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การปลูกไว้ใช้เป็นเครื่องเทศในครัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด
มะกรูด ต้นเดียวช่วยเติมกลิ่นหอมให้อาหาร
หากมีพื้นที่มากพอ ควรปลูกมะกรูดไว้สักต้น เพราะสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งใบและผล ใบมะกรูดช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้ต้มยำ แกงเผ็ด และผัดเผ็ด ส่วนผิวมะกรูดเป็นเครื่องปรุงสำคัญของพริกแกงไทยหลายชนิด
มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดไม่ใหญ่ จึงไม่ต้องปลูกใหม่บ่อยเหมือนผักอายุสั้น เมื่อดูแลจนต้นแข็งแรงแล้ว เราสามารถทยอยเก็บใบได้ตลอด โดยควรเด็ดใบจากหลายกิ่งสลับกัน ไม่เก็บจนกิ่งใดกิ่งหนึ่งโล่งเกินไป
ว่านหางจระเข้ สมุนไพรประจำมุมแดด
ว่านหางจระเข้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลต้นไม้ เพราะทนแล้งได้พอสมควร แต่ไม่ชอบดินแฉะหรือมีน้ำขัง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดี และหลีกเลี่ยงการรดน้ำจนขังบริเวณโคนใบ เพราะอาจทำให้เกิดโรคโคนเน่าได้
วุ้นใสภายในใบว่านหางจระเข้มีการนำมาใช้กับผิวหนังและแผลไหม้เล็กน้อยตามภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ต้องปอกเปลือกและล้างยางสีเหลืองออกให้หมดก่อนใช้ ที่สำคัญ วุ้นสดไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ จึงไม่ควรใช้กับแผลสกปรก แผลติดเชื้อ หรือแผลรุนแรงแทนการรักษาทางการแพทย์
เริ่มจากต้นที่ใช้จริง แล้วสวนจะดูแลง่ายขึ้น
การจัดสวนสมุนไพรให้คุ้มค่าไม่จำเป็นต้องปลูกทุกชนิดพร้อมกัน ควรเริ่มจากพืชที่ครอบครัวใช้ทำอาหารบ่อย เช่น กะเพรา ตะไคร้ ขิง และมะกรูด จากนั้นค่อยเพิ่มขมิ้นชันหรือว่านหางจระเข้ตามพื้นที่ที่เหลือ เมื่อเราเก็บมาใช้เป็นประจำ การรดน้ำ ตัดแต่ง และดูแลต้นไม้ก็จะกลายเป็นกิจวัตรที่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ท้ายที่สุดแล้ว สวนสมุนไพรหลังบ้านไม่ได้มีคุณค่าเพียงเรื่องสรรพคุณทางยา แต่ยังช่วยให้เราได้วัตถุดิบสด ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มพื้นที่สีเขียว และทำให้อาหารมื้อธรรมดามีกลิ่นหอมจากสมุนไพรที่เพิ่งเด็ดจากต้นอีกด้วย